EP1 ทำไมอยากเขียน Writing เป็น

ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนถึงมัธยม ไปจนจบปริญญาตรีที่บ้านเรา     

ครูยุ่นไม่เคยได้เรียนการเขียนเรียงความเป็นภาษาไทยเลย..... 

เพราะฉะนั้นการเขียน Writing หรือเรียงความในวิชาภาษาอังกฤษ 

ขอบอกเลยค่ะว่า....นึกภาพ....นึกรูปแบบอะไรไม่ออกเลยคร้าาาาา....


แล้วอยู่มาวันนึง...ชีวิตก็ผกผัน ได้ย้ายทั้งครอบครัวมาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา  

ช่วงสามเดือนแรก คุณสามีบอกยังไม่ต้องทำอะไร 

เทอไปเรียนภาษาอังกฤษก่อนเลย  ไปฝึกการสนทนากับผู้คน  

ก็เลยเลือกเรียนภาษาอังกฤษใน Adult School ของที่นี่  

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ...ก็โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่นั่นแหละ


ด่านแรกเลยก่อนจะเรียน  หลังจากสมัครก็ต้องทำการทดสอบพื้นฐานภาษาอังกฤษของผู้เรียน  

ข้อสอบก็มีพวก grammar และ reading ที่เป็น multiple choice

และตบท้ายด้วยให้เขียน Writing  บรรยายเกี่ยวกับตัวเรา ว่า 

ทำไมถึงมาประเทศนี้  มาเพื่อ....และมีเป้าหมายอะไรในชีวิต...


จำได้ว่า วันนั้น ก็เขียนๆไป  ไม่มีรูปแบบอะไรเพราะไม่เคยรู้ว่ามันต้องมี

และก็คิดว่าเหมือนการเล่าเรื่องอะไรของเราให้คนอื่นฟัง 

ก็เขียนไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีหลักการอะไรใดใดทั้งสิ้น


ผลออกมา....คือได้เรียน English 10 คือภาษาอังกฤษเกรด10 ของที่นี่

ตอนแรกตกใจมากๆ  นี่เราจบเภสัชจุฬามา  เราสอบได้ภาษาอังกฤษระดับนี้เองเหรอ

ตายแล้ว...ตายแล้ว...ทำไมภาษาอังกฤษเราอ่อนขนาดนี้เลยเหรอเนี๊ยะ...


และเมื่อได้เข้าไปเรียนในห้องเรียน  ซึ่งจะมีผู้ใหญ่แบบครูยุ่นเกือบทั้งห้อง

ส่วนมากจะเป็นคนจีนแทบทั้งนั้น  มีญี่ปุ่นคนเดียว และคนไทยก็มีแค่คนเดียวคือครูยุ่น

แต่ก็มีพวกเด็กๆเหมือนกัน อาจเป็นเด็กฝรั่งที่ยังเรียนไม่จบ

หรือเด็กชาติต่างๆที่ immigrate เข้ามา  แล้วอายุเกิน 18 ปี 

ซึ่งจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนในโรงเรียนแล้ว   แต่ทุกคนต้องจบขั้นต่ำคือ high school 

เด็กพวกนี้ก็มารวมตัวกันที่นี่  ซึ่งก็ไม่มากเท่าไร  

ประมาณ 5-6 คนในนักเรียนทั้งห้อง 30 คน


English 10 คลาสแรกที่เรียน ทำให้ครุยุ่นมีความรู้สึกว่า มันยากเหมือนกันนะ 

ก็ไม่แน่ใจว่าครูยุ่นอาจไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมากเท่าไรในบ้านเรา

หรือพื้นฐานภาษาอังกฤษของเราอาจไม่แข็งแรงพอ

และวิธีการสอนของครูที่นี่ จะต่างจากที่ครูยุ่นเคยเรียนในไทย

ผู้อ่านหลายๆท่าน..อาจนึกภาพไม่ออก  ก็ลองย้อนกลับไปประมาณ เกือบ 50 ปีที่แล้ว 

ครูยุ่นได้เรียนในโรงเรียนแคทอลิกของกรุงเทพเลยนะ  แต่ไม่เคยได้เรียนกับครูฝรั่งนะ

จำได้ว่าตั้งแต่ประถม 5 - ประถม 7  ได้เรียนกับครูคนไทย 

แต่ช่วงมศ. 1-3 ได้มีโอกาสเรียนกับมิสที่เป็นคนอินเดีย  

เรียกว่าหรูมากแล้วสำหรับเด็กนักเรียนในสมัยนั้น 

และช่วงม.ศ.4-5 ก็กลับไปเรียนกับครูคนไทยอีกรอบ..


กลับมาที่คลาส English 10 อีกรอบ...ครูคนแรกที่เรียนด้วย จะไม่ค่อยสอนเท่าไร

ส่วนใหญ่จะให้พวกเราอ่านกันเอง  จับกลุ่มถกเถียงกัน และส่งตัวแทนขึ้นมาพูด

ซึ่งครูยุ่นมีความอึดอัดมาก เพราะเวลาคุยในกลุ่ม  เนื่องจากเป็นคนจีนส่วนมาก

เค้าจะใช้ภาษาจีนคุยกัน  จริงๆก็พอฟังได้บ้าง แต่หากลงลึก ไม่เข้าใจ

และเวลาถกกันเรื่องบทเรียน  แน่นอนมันก็ไม่ใช่ศัพท์พื้นๆธรรมดาที่ใช้ประจำ

แล้วที่..ครูยุ่นมาเรียนEnglish 10 ที่นี่  เพราะอะไร  ชื่อมันก็บอกอยู่ทนโท่...

ภาษาอังกฤษค่าาาาา... จะมาฝึกพูด ฝึกฟัง ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษจร้าาา...

ไม่งั้น.... ครูยุ่นก็คงไปลงเรียนวิชา Mandarin แทนแล้วละค่าาาา...

ให้รู้สึกเซ็งมากๆ  เป็นการเรียนที่แบบไม่ค่อยได้ผลนะ  คือเราก็ไม่เข้าใจว่า

ไอ้ที่เราเข้าใจมันจะตรงกับที่กลุ่มเข้าใจมั้ย  และเราเข้าใจถูกมั้ย

ความรู้สึกแบบนี้ก็เกิดกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดียวในห้องเช่นกัน

และวันหนึ่ง...เราก็ได้มีโอกาสอยู่กลุ่มเดียวกัน 

เพราะเราสองคนเจอปัญหาเหมือนกัน  จึงทำให้เราสนิทกันโดยไม่รู้ตัว...


นอกจากนั้น ครูจะชอบตั้งคำถาม และให้แสดงความคิดเห็น

ซึ่งตอนนั้น รู้สึกว่าอ่านเรื่องแต่ละเรื่องจบแล้ว เราก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งมาก

แต่เวลาครูตั้งคำถาม..เฮ้ย...เราไม่เคยมีมุมคิดแบบนี้เลยอะ

ทำไมเราไม่คิดอะ   ทำไมแค่เรื่องธรรมดาธรรมดา  เขาถึงคิดได้ลึกซึ้งแบบนี้

ครูจะดึงประเด็นขึ้นมา  ตั้งคำถาม ฝึกให้นักเรียนคิด

ช่วงแรกในการเรียน  พอครูถาม...รู้สึกแย่มาก  

เพราะคิดไม่ออกเลย  แบบไปไม่เป็นเลยอะ  ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นยังไง

และจากจุดนั้นในการเรียน... ทำให้ครูยุ่นรู้เลยว่า..... 

ระบบการศึกษาของไทย   ที่เรียนมาเกือบ 20 ปี

ไม่เคยฝึกเด็กไทยในเรื่องcritical thinking เลย.....


นอกจากนี้  สิ่งที่จะขาดไม่ได้ในการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่คือการเขียน Writing

ซึ่งครูคนแรกคนนี้ก็ไม่ได้สอนหลักการอะไรเลย  แต่ครูจะให้หัวข้อมา 

และให้นักเรียนเขียน Writing ส่งกันสดๆในห้องเลย

ใครเสร็จก็ไปส่ง  ครูก็ค่อยๆตรวจไปทีละคน

ขณะตรวจ....หากใครยังไม่เสร็จ ก็ทำไป  ใครเสร็จก็คุยไป...

ครูตรวจเสร็จก็เรียกนักเรียนไปรับงาน  ในงานก็แค่ใส่คะแนนว่าได้เท่าไร  ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ตอนนั้น   รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเขียน Writing เลย อาจเพราะ......

หลักสูตรการปูพื้นฐานการเขียน Writing อาจเป็นหลักสูตรตั้งแต่ grade 5-9 แล้ว

ครูเลยคิดว่า..ไม่ใช่หลักสูตรของ grade 10 จึงไม่ต้องมาสอนซ้ำอีก

แต่ต้องเป็นการฝึกเขียนจริงๆมากกว่า....ซึ่งอันนี้ครูยุ่นก็วิเคราะห์เองนะค่ะ...

  

การเขียน Writing ใน English 10 คลาสนี้...

เป็นอะไรที่อึดอัด  หงุดหงิดมากมาย  เพราะเขียนกี่เรื่องกี่เรื่อง   ก็ได้คะแนนแค่  5/10 หรือ  6/10

และครูยุ่นก็ไม่รู้ว่าผิดตรงไหน    เขียนตรงไหนไม่ดี   ต้องแก้ไขอย่างไร 

และถ้าอยากเขียนให้ดีขึ้น ต้องทำอย่างไร  

มันมีความรู้สึกเหมือนเรียนแล้วแบบขาดๆหายๆ  ไม่เข้าใจ 

ไม่น่าจะผ่าน grade 10 ได้     แต่ก็ผ่านได้นะค่ะ....


แต่...หลังจากจบ English 10 คลาสนี้   ครูยุ่นบอกกับตัวเองว่า 

"เราจะต้องเติมเต็มไอ้ส่วนที่เราไม่เข้าใจ   เราทำไม่ได้...ให้ได้

และนั่นคือ....การเขียน Writing   ทำอย่างไรถึงจะเขียน Writing เป็นให้ได้   

และไม่ใช่แค่เป็น   แต่ต้องเขียนให้ถูกหลักของเขา  และเขียนให้ดีด้วย"

และนี่จึงเป็นที่มาของ....กว่าจะเขียน Writing เป็น.....













ความคิดเห็น